รถยนต์ไฟฟ้า กับไฟฟ้าสะอาด การขับเคลื่อนที่ต้องก้าวไปพร้อมกัน

ยานยนต์ EV/PHEV กับพลังไฟฟ้าสะอาด การขับเคลื่อนที่ต้องก้าวไปพร้อมกันอย่างรวดเร็วให้ทันโลก

รถยนต์ไฟฟ้า กับไฟฟ้าสะอาด การขับเคลื่อนที่ต้องก้าวไปพร้อมกัน

ในระหว่างที่เขียนบทความนี้ ผมอยู่ที่บ้านพักในเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ก็ค่อนข้างจะอายนิดๆว่าอายุเลย 40 มาพักใหญ่ๆแล้ว เพิ่งได้มีโอกาสมาจังหวัดนี้เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น ครั้งแรกคือเมื่อ 12 ปีก่อน ซึ่งผมเกิดอยากมาเห็นผาแต้มด้วยตาตนเอง ก็ชวนรุ่นน้องขับรถมากันสองคน แต่ในวันนี้ ผมมากับทาง Mercedes-Benz Thailand ในนามของทีม Youtuber ช่อง Day Dream Drive กับคุณตี้ และคุณวินที่ช่วยกันสร้างคอนเทนต์ลงช่องนี้อยู่เสมอ การเดินทางครั้งนี้ ทางเบนซ์จัดให้เราลองขับรถหลากหลายรุ่น ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง EQS 450+ รถ Plug-in Hybrid อย่าง S-Class S 580 e รวมไปถึง C-Class ใหม่ที่เป็นรถแบบ Mild Hybrid

จุดมุ่งหมายของทาง Mercedes-Benz Thailand ก็แน่นอนว่า เป็นการประชาสัมพันธ์รถของทางค่ายฯ ที่พยายามปรับตัวเข้าหา “ยุครถปลั๊ก” อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วจนเกินกว่าที่องค์กรเบนซ์และลูกค้าจะสามารถปรับตัวได้ทัน ซึ่งผมคิดว่าทิศทางและความเร็วของค่ายเยอรมนี (ไม่ได้จำกัดแค่เบนซ์ แต่รวมถึง BMW ด้วย) ในการปรับตัวเข้าสู่โลกพลังไฟฟ้านั้น เป็นแนวทางแบบที่ผมเห็นด้วย กล่าวคือ EV เป็นสิ่งที่ต้องมา มีเป้าหมายที่พูดด้วยตัวเลขกันได้ว่าเมื่อไหร่ จะเลื่อนหรือไม่ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง อย่างเบนซ์เอง ก็จะหยุดการลงทุนเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์เบนซินกับดีเซลในอีก 3 ปีข้างหน้า..ก็หมายความว่าวันนี้คุณเห็นเครื่องเบนซิน/ดีเซลของเบนซ์ว่ามีรุ่นไหนบ้าง มันจะหยุดวิวัฒนาการเอาไว้เพียงเท่านี้แหละ

พลังการเงินที่มีของพวกเขา จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาพลังขับเคลื่อนแบบไฟฟ้า เพื่อที่ในปี 2039 รถของเบนซ์ทั้งหมดจะเป็น EV ในตลาดที่อำนวยให้เป็นเช่นนั้น เมื่อถามผู้บริหารจริงๆว่าทำได้หรือไม่ เขาก็เข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกประเทศในโลกหรอกที่จะทำแบบนั้นได้ แล้ววิธีใดเล่าที่จะทำให้ใช้เทคโนโลยีสันดาปภายในยาวไปได้อีก 17 ปี? ผมขอเรียกวิธีของเบนซ์ว่า “การยัดไฟฟ้า” จริงๆมันมีชื่อที่ฟังดูดีแหละ แต่ผมชอบคำที่วัยรุ่นเข้าใจง่าย ใช่ครับ ยัดไฟฟ้า ไม่ได้แปลว่า EV ทั้งแผ่นดิน แต่หมายถึง นำการใช้มอเตอร์และแบตเตอรี่ขนาดเล็ก กลางหรือใหญ่ เข้ามามีบทบาทในการลดมลภาวะ ในรถอย่าง C 220 d ก็มีการนำมอเตอร์พลังจิ๊ดริดกับแบตเตอรี่จุไฟน้อยกว่า Prius มาใช้ให้สามารถดับเครื่องกลางเมืองคาไฟแดงแล้วแอร์ยังเย็น กดคันเร่งปุ๊บไม่ชะงักนาน มอเตอร์ช่วยถีบรถนิดๆระหว่างรอเสี้ยววินาทีที่รอเครื่องติดได้ ขับแล้วไม่รู้สึกเหมือนรถถ่าน ทั้งๆที่จริงๆในรถนั่นก็มีถ่าน รถแบบนี้เอาไว้ให้คนที่ปฏิเสธรถไฮบริดหรือ EV ไว้ใช้ แต่ก็คงทำแบบนี้ต่อไปได้ไม่นาน

รถ Plug-in Hybrid ก็เข้ามาจับตลาดคนอยากเหยียบสองแพ อย่างที่ทราบกันว่ารถ PHEV สมัยนี้วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนๆได้ 50 กิโลเมตรสบายๆ ในขณะที่เวลาวิ่งต่างจังหวัด ถ้าหาที่แวะชาร์จไม่ได้จริงๆคุณก็ยังเติมน้ำมันวิ่งถึงจุดหมายหายห่วง รถแบบนี้ ผมมองว่ามันคือสะพานที่ช่วยทำให้คนที่กลัวรถ EV เลิกกลัวรถ EV ได้ ผมมีเพื่อนที่เคยพูดกับผมว่าไม่มีวันใช้รถ EV เพราะกลัวหาที่ชาร์จไม่ได้ แต่พอใจเขากล้าพอจะเล่นรถ Plug-in มารู้ตัวอีกที เขากลับสนุกที่จะพยายามชาร์จไฟ/หาแหล่งชาร์จไฟ และใช้เฉพาะแค่พลังไฟฟ้าเพื่อพยายามให้น้ำมันในถังอยู่รอดได้นานที่สุด รู้ตัวอีกที ก็ไปซื้อ Tesla ขับแล้ว เพราะตัวเขาวิ่งไฟฟ้าล้วนมาจนเลิกกลัวการหาจุดชาร์จไปเอง

พูดแบบรวมๆคือ คนไม่กลัว EV ก็ไป EV ได้เลย คนที่กลัวเรื่องหาจุดชาร์จ แต่ใช้รถวิ่งส่วนมากวันละไม่เกิน 100 กิโลเมตร PHEV ก็ใช้ได้ ส่วนคนที่ต้องวิ่งทางไกลๆและทำเวลาด่วนๆ ก็ใช้รถมีเครื่องยนต์แต่เอาองค์ประกอบด้านไฟฟ้าเข้าไปช่วยในการลดมลภาวะ ที่เหลือก็คือ คัดสรรคนแต่ละกลุ่มให้ได้ใช้รถที่มีพลังขับเคลื่อน ตรงรูปแบบการใช้งานจริงของตนเองมากที่สุด ซึ่งทำได้เลยนะ ไม่ต้องรอ อย่าบอกว่ารอให้โรงไฟฟ้าในไทยเป็น 100% Clean Energy ทุกโรงแล้วค่อยเริ่มคิดกัน เพราะมันรอไม่ได้

จำคำของผมไว้ว่าในการเปลี่ยนแปลงที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เราควรทำจากเล็กไปใหญ่ และในการบริหารวิกฤติต่างๆ ถ้าคุณไม่สามารถหยุดวิกฤตินั้นได้ทันทีเลย คุณก็ต้องพยายามควบคุมขนาดของวิกฤตินั้น ก็เหมือนกับการที่เรายังเถียงกันอยู่ว่าโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซ/ดีเซล/ลิกไนต์ เอาไฟมาชาร์จรถ EV ก็สะอาดแค่ในเมือง แต่ไปเพิ่มมลภาวะที่โรงไฟฟ้า ในกรณีนี้ให้นึกภาพว่าประเทศเราคือบ้านหลังหนึ่งที่ยังไม่มีโถส้วมถูกอนามัย เวลาอยากถ่ายหนักเบา พวกคุณก็คงเลือกขุดหลุมสักที ห้องใครอยู่ใกล้หลุม คนนั้นซวย แต่ถ้าไม่เช่นนั้น ต่างคนต่างขุด 1 หลุม ก็จะไม่มีเขตปลอดกลิ่นเลยในบ้านหลังนั้น

ในทุกวิกฤติไม่มีความแฟร์สำหรับทุกคน แต่ท้ายสุด เพื่อคุมขนาดของวิกฤติ ก็ต้องมีคนเสียสละ แต่ถ้าทุกคนบอกว่า มีคนเสียสละแล้ว เราไม่ต้องทำอะไร เราใช้ชีวิตต่อไปแบบเดิม ก็ไม่ใช่เช่นกัน เราก็ต้องหาทางสร้างส้วมดีๆให้เสร็จไว เพื่อที่วันหนึ่งจะไม่มีใครต้องเสียสละมากกว่าคนอื่น

การที่ผมได้มายังอุบลราชธานีในครั้งนี้ และได้พูดคุยกับท่านผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ไฟแรงหลายคน ทำให้ผมได้อะไรเข้าหัวมาเยอะ ว่าในขณะที่ผมมองแต่พัฒนาการของโลกรถถ่าน โลกของการผลิตไฟฟ้า ก็มีความพยายามในการลดมลภาวะมาโดยตลอดเช่นกัน โรงงานไฟฟ้าที่ยังต้องใช้การเผาไหม้ ก็ทยอยติดตั้งระบบบำบัด/ลดปริมาณมลพิษมาตลอด แต่โรงไฟฟ้าก็เหมือนรถ อะไรที่มันพ่นควัน ก็ต้องลดจำนวนลง

ที่เขื่อนสิรินธรนี้ มีโรงไฟฟ้าไฮบริดพลังน้ำ/แสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ ถ้าคุณได้มีโอกาสมาเที่ยว ก็ลองมานั่งเรือชมนะครับ คุณจะเห็นแผงเซลล์สุริยะเรียงเป็นตับๆรวมกันเป็นเกาะ จนมีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 10 สนาม แล้วที่นี่ก็มีไอ้เกาะอย่างว่านี่ล่ะ 7 เกาะ ต้นกำเนิดของความคิดติดตั้ง Solar Cell Farm แบบลอยอยู่บนผืนน้ำนี้คือ ลำพัง ตัวเขื่อนเอง เมื่อกรมชลประทานสั่งปล่อยน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็จะได้ไฟฟ้าจากการปล่อยน้ำนี้ คิดเป็น 36 เมกะวัตต์ต่อวัน แต่การที่จุดประสงค์หลักของเขื่อนคือการควบคุมปริมาณน้ำสำหรับการใช้ จึงสามารถปล่อยน้ำได้มากสุดแค่วันละ 4 ชั่วโมง จึงมีการคิดหาวิธีทำให้เขื่อนผลิตไฟฟ้าได้เกือบตลอดวัน เป็นที่มาของ Solar Cell Farm ลอยน้ำ ซึ่งวันไหนแดดดี ก็ผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องได้ 5-6 ชั่วโมง พออาทิตย์ตก ก็หันไปรับไฟฟ้าจากการปล่อยน้ำต่อ 4 ชั่วโมง พลังไฟจากสองสิ่งนี้รวมกันจะได้ 81 เมกะวัตต์

แล้ว 81 เมกะวัตต์เยอะแค่ไหนล่ะ? ผมเซฟเวลา Google ของท่านให้เลยด้วยการบอกว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ลำปางน่ะ ทำตัวเลขได้ 2,200 เมกะวัตต์ครับ ส่วนเขื่อนภูมิพลนั้นอยู่ที่ 600 เมกะวัตต์ ดังนั้นตัวเลขของโรงไฟฟ้าไฮบริดที่เขื่อนสิรินธร อาจจะฟังดูจ้อยร่อยมาก แม้แต่ฟาร์มกังหันลมห้วยบงยังผลิตได้มากกว่านี้เกินสองเท่า แต่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เขามีแผนที่จะสร้างบริเวณที่เป็น Solar Cell Farm ให้โตขึ้น (ที่เห็น ณ ปัจจุบันคือ แค่เพิ่งเริ่ม) โดยหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภายใน 10 ปีข้างหน้า เขื่อนสิรินธร จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 2,700 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

ข้อจำกัดในเรื่องความลึกของน้ำ คือตัวแปรทำให้เราไม่สามารถทำโรงไฟฟ้าไฮบริดลักษณะนี้ได้ในทุกแห่งที่มีเขื่อน เนื่องจาก “เกาะ” เซลล์สุริยะนั้นต้องถูกยึดติดกับท้องน้ำในลักษณะที่ขยับขึ้นลงตามการขึ้นลงของน้ำได้ แต่จะลอยไปซ้ายไปขวาไปทั่วไม่ได้ ตรงนี้มีความซับซ้อน และต้องคอยดูแลจุดต่างๆ ซึ่งถ้าน้ำลึกมาก อันตรายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

แต่ในอนาคต ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ยังคิดทำโรงไฟฟ้าในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงโรงไฟฟ้าแบบ “Triple Power” พลังสามวิเศษ ที่เขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งแม้จะสร้างกำลังไฟได้แค่ 24 เมกะวัตต์ แต่ก็มีการใช้แบตเตอรี่/กระแสไฟฟ้าเข้าช่วยเพื่อสร้างพลังไฟฟ้าที่ไม่ต้องมาจากการเผาไหม้ ถ้าเป็น 20 ปีก่อน อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ลูกโตๆ จะแพงแสนแพง แต่ในปัจจุบัน ราคาถูกลงมากจนนำมาใช้แล้วเกิดความคุ้มค่า แผงเซลล์สุริยะก็เช่นกัน เมื่อก่อนใช้กี่แผงก็เถอะ ตอนนี้คุณใช้จำนวนลดลงครึ่งหนึ่งก็สามารถสร้างกระแสไฟเท่าเมื่อก่อนได้ เมื่อเวลาประจวบเหมาะ ต้นทุนของการสร้างโรงไฟฟ้าแบบไร้ควันแบบต่างๆ จะลดลง ไอเดียในการเรียกเค้นการใช้พลังงานจากทุกซอกหลืบที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ ยิ่งจะถูกนำออกมาใช้ได้เรื่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณก็อย่าได้รอให้ทั้งประเทศมีแค่โรงไฟฟ้าแบบ Clean Energy แล้วค่อยหันมามองรถถ่านหรือรถไฟฟ้าเลยครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่โตถึงระดับประเทศ อาจต้องใช้เวลานาน แต่มีกลุ่มคนที่พยายามผลักดันให้หัวเรือของโลกรถยนต์ หันไปยังทิศทางของพลังงานสะอาด ขาใหญ่อย่างบริษัทรถ และผู้ผลิตไฟฟ้า เขาชัดเจนกันขนาดนี้แล้ว พวกเราก็น่าจะลองเปิดใจลองยานยนต์ลดมลภาวะยุคใหม่ดูบ้าง แม้แต่ผมเอง ยังมองว่ารถป้ายแดงคันต่อไป จะต้องเป็น EV ไม่ก็ PHEV เพราะถ้าผมไม่ยอมเปลี่ยนความคิดตัวเองเลย จะอีกกี่ปี เราก็จะมีรถส่วนตัวบนถนนมากกว่าสิบล้านคันที่พ่นควันทุกคัน และทุกที่ เหมือนอย่างที่เรามีวันนี้แหละครับ.


Pan Paitoonpong

คุณกำลังดู: รถยนต์ไฟฟ้า กับไฟฟ้าสะอาด การขับเคลื่อนที่ต้องก้าวไปพร้อมกัน

หมวดหมู่: รถยนต์

แหล่งที่มา: https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2375266

แชร์ข่าว