เช็กเลย! ประกันสังคม เปิดแผนฉีควัคซีน สำหรับผู้ประกันตน มิ.ย.-ก.ค.นี้

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงถึงแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของไทย ว่า จะดีเดย์เริ่มปูพรมฉีดพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 7 มิถุนายน นี้ โดยจะมี 3 ช่องทางในการกระจายวัคซีน คือ ผ่านระบบหมอพร้อม, การลงทะเบียนณจุดบริการ on site registration ซึ่งเป็นการเสริมช่องทางของระบบหมอพร้อม ซึ่งจะเหมือนการจองร้านอาหาร ถ้าไม่ได้จองไว้ก่อนก็ต้องไปรอคิวหน้าร้าน และการกระจายวัคซีนให้กลุ่มเฉพาะ เช่นแพทย์พยาบาล อสม. เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ครู นักธุรกิจนักศึกษา



อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจากที่ประชุม ศบค. ถึงแผนการกระจายวัคซีนเข็มแรก ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 7 มิถุนายน ว่าจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เดือนมิถุนายน จะระดมฉีดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือ พื้นที่สีแดงเข้ม 4 จังหวัด คือ กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และ มี จ. ภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีแผนเปิดการท่องเที่ยวอีกจังหวัด รวมเป็น 5 จังหวัด



จากนั้น ในเดือนกรกฎาคม จะระดมฉีดในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือ พื้นที่ สีแดง 17 จังหวัด ( คือ เชียงใหม่ เชียงราย สงขลา สระแก้ว ตาก มุกดาหาร นราธิวาส ระนอง หนองคาย สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ สมุทรสาคร) จากนั้นจะเป็นการฉีดในพื้นที่ควบคุม หรือ พื้นที่สีส้ม 55 จังหวัด



ด้านนายนนทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ โฆษกประจำสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับผู้ประกันตน ว่า นายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นถึงกลุ่มผู้ประกันตน กลุ่มคนที่ออกไปทำงานนอกบ้าน ว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อค่อนข้างสูง อาจทำให้กลุ่มคนเหล่านี้นำเชื้อไปสัมผัสกับญาติพี่น้องเวลากลับบ้าน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานเร่งตรวจสอบฐานข้อมูลของกลุ่มผู้ประกันตนตามสถานประกอบการต่าง ๆ พบผู้ประกันตนจำนวนประมาณ 6 ล้านคน มีผู้ประกันตนประมาณร้อยละ 80 ขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนกว่า 80 แห่งทั่วประเทศยินดีให้ความช่วยเหลือในการฉีดวัคซีน ซึ่งในเดือนมิถุนายน ที่มีวัคซีนเข้ามาเพิ่มอีกจำนวน 1.5 ล้านโดส ได้วางแผนเตรียมการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ประกันตนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ลงทะเบียนเข้ามาแล้ว จำนวนประมาณ 2 ล้านคน และอาจมีเพิ่มเติมอีก



เนื่องจากจะรับลงทะเบียนถึงวันศุกร์ที่ 21 พ.ค. นี้ โดยผู้ประกันตนสามารถแจ้งความจำนงให้ผู้ประกอบการส่งรายชื่อผู้ประกันตนเข้ามาที่สำนักงานประกันสังคม ในเบื้องต้น ผู้ประกอบการใดที่แจ้งเข้ามาก่อนจะได้สิทธิก่อน โดยจะทยอยดำเนินการในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม นี้ โดยให้สำนักงานประกันสังคมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 12 เขต ประสานหน่วยงานในท้องที่ ทั้งในส่วนราชการ โรงพยาบาลเอกชน ในการจัดพื้นที่ในการฉีดวัคซีน เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา ที่ใกล้เคียงกับสถานประกอบการ ซึ่งขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมและวางแผนอย่างชัดเจน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งคณะทำงานจำนวน 6 ชุด เพื่อดำเนินการตามแผนการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้ประกันตนแล้ว



โฆษกประจำสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า กรณีการลงทะเบียนรับวัคซีนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั้น ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมกำลังดำเนินการที่ชัดเจน ขอให้มั่นใจว่า การลงทะเบียนจะไม่ซ้ำซ้อน เนื่องจากข้อมูลที่ลงทะเบียนจะไปอยู่ในฐานเดียวกัน



สำหรับโรงพยาบาลที่ใช้รองรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมนั้น เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ได้มีการเชิญชวนเข้ามาเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญา ซึ่งมีกว่า 80 แห่ง โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการตรวจ Swab หากพบว่าบุคคลใดติดเชื้อโควิด-19 จึงจะส่งรักษาตามสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ยืนยันว่า Hospitel มีจำนวนเพียงพอ สามารถรองรับผู้ป่วยเพิ่มเติมได้อีก 5 - 6 พันเตียง สำหรับผู้ประกันตนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 แล้ว สามารถติดต่อไปยังสายด่วน 1506 มีคู่สายในช่วงเวลาทำการกว่า 200 คู่สาย เพื่อช่วยให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น



โฆษกประจำสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงถึงการเยียวยาลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและโดนเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการ หรือลดคนงาน นั้น นายจ้างจะต้องแจ้งประกันสังคมก่อนเลิกจ้าง เพื่อให้ประกันสังคมจ่ายเงินว่างงานแก่ลูกจ้างที่โดนเลิกจ้างหรือลาออก



ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์จากเดิมร้อยละ 50 ของเงินเดือน เป็นร้อยละ 70 ของเงินเดือน ภายในระยะเวลา 200 วัน โดยร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดูแลผู้ประกันตน หากลูกจ้างเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้าง



โฆษกประจำสำนักงานประกันสังคม ยังเผยถึงมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง ผู้ประกอบการ อาทิ การลดอัตราเงินสมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง ในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม จากเดิมร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 2.5 รวมกับมาตรการต่อระยะเวลาโครงการ ม. 33 เพิ่มเงินให้แก่ผู้ร่วมโครงการอีก 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1,000 บาท จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจกว่าหนึ่งแสนล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการเสริมสภาพคล่องให้แก่นายจ้าง โดยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) กรณีขอสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันดอกเบี้ยร้อยละ 2.75 ต่อปี กรณีการขอสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกันดอกเบี้ยร้อยละ 4.75 ต่อปี




อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://ch3plus.com/news/program/242083
-------------------------
#เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ (Morning News Weekend)
วันที่ 23 พฤกษาคม 2564
ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารก่อนใครได้ที่นี่
ch3plus : https://ch3plus.com/news/programs/weekend
facebook : https://www.facebook.com/MorningNewsTV3
Twitter : https://twitter.com/MorningNewsTV3
YouTube : https://cutt.ly/MorningnewsTV3

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: