10 ปีจาก “แซนดี ฮุก” ถึง “ร็อบบ์” กฎหมายคุมปืนของสหรัฐฯ แทบไม่เปลี่ยนแปลง

เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถม ร็อบบ์ ในรัฐเทกซัส ซ้ำรอยเหตุกราดยิงที่โรงเรียนแซนดี ฮุก เมื่อ 10 ปีก่อน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดมากขึ้น

10 ปีจาก “แซนดี ฮุก” ถึง “ร็อบบ์” กฎหมายคุมปืนของสหรัฐฯ แทบไม่เปลี่ยนแปลง
  • เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถม ร็อบบ์ ในรัฐเทกซัส ของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 21 ศพ ซ้ำรอยเหตุกราดยิงที่โรงเรียนแซนดี ฮุก เมื่อ 10 ปีก่อน

  • โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐควบคุมอาวุธปืนอีกครั้ง แม้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างจริงจังเกิดขึ้นเลย

  • หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐฯ เกิดขึ้นได้ยาก เพราะสิทธิ์ในการครอบครองปืนเป็นวัฒนธรรมของสหรัฐฯ ที่หยั่งรากลึก ซึ่งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านยังถกเถียงกันไม่จบสิ้น

เมื่อวันอังคารที่ 24 พ.ค. 2565 เกิดเหตุการณ์ช็อกผู้คนทั่วทั้งรัฐเทกซัสและสหรัฐอเมริกา เมื่อวัยรุ่นชายวัยเพียง 18 ปี เดินถือปืนไรเฟิลเข้าไปในโรงเรียนประถม “ร็อบบ์” ในเมืองอูวาลเด และเปิดฉากกราดยิงทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิต 19 ศพ ครูอีก 2 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 17 ราย

นี่นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่นองเลือดที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ รองจากโศกนาฏกรรมที่โรงเรียนประถม แซนดี ฮุก ในรัฐคอนเนตทิกัต เมื่อ 14 ธ.ค. 2555 ซึ่งมือปืนวัย 20 ปีกราดยิง ทำให้เด็กนักเรียนวัยเพียง 6-7 ขวบเสียชีวิต 20 ศพ เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนตายอีก 6 ศพ

ผ่านมา 10 ปีเหตุการณ์กลับเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ทำอะไรเลยหรือ เหตุใดวัยรุ่นอายุ 18 จึงสามารถเดินเข้าไปในร้านแล้วซื้อปืนไรเฟิล 2 กระบอกเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองได้อย่างง่ายดาย และนำมาใช้ก่อเหตุสุดสลดภายในไม่กี่วันต่อมา

ในความเป็นจริงแล้ว หลังเกิดเหตุที่แซนดี ฮุก รัฐบาลพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ กลับยังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างจริงจังเกิดขึ้นเลย เนื่องจากการครอบครองอาวุธปืนกลายเป็นส่วนใหญ่ของวัฒนธรรมอเมริกันที่ฝังรากลึกไปแล้ว

10 ปีผ่าน สหรัฐฯ ทำอะไรบ้าง?

หลังเกิดเหตุกราดยิงที่แซนดี ฮุก 5 วัน โอบามาก็มอบหมาย โจ ไบเดน ที่ตอนนั้นเป็นรองประธานาธิบดี คุมทีมเฉพาะกิจหามาตรการดีๆ ในการควบคุมการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธปืน ซึ่งจนถึงเดือนมกราคมปี 2556 ทีมของไบเดนเสนอมาตรการออกมา 23 ข้อ รวมถึง จัดแคมเปญทั่วประเทศเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าของปืน และฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้รับมือสถานการณ์กราดยิง

ต่อมาในเดือนเมษายน 2556 นายโจ มานชิน ส.ว.เดโมแครต และนายแพทริก ทูเมย์ ส.ว.รีพับลิกันเสนอร่างกฎหมายร่วม 2 พรรค เพื่อขยายขอบเขตการตรวจสอบประวัติในเกือบทุกการซื้อขายปืน แต่ผ่านมาเกือบทศวรรษ มีเพียงไม่กี่นโยบายที่ได้รับการอนุมัติ ร่างกฎหมายของมานชินกับทูเมย์ ถูกสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ (NRA) ซึ่งสนับสนุนการครอบครองอาวุธ ต่อต้านอย่างหนัก ก่อนที่วุฒิสภาจะโหวตไม่อนุมัติ

กระแสรณรงค์เรื่องการควบคุมอาวุธปืนกลับมาอีกครั้งในปี 2559 หลังเกิดเหตุกราดยิงที่ไนต์คลับของชาวเกย์ ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 49 ศพ รัฐบาลพยายามเสนอกฎหมายคล้ายกับเมื่อปี 2556 แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติเช่นกัน และต้องรอจนถึงปี 2561 ซึ่งมีเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยมตาย 17 ศพ กฎหมายที่ว่าจึงได้รับการอนุมัติ

รัฐบาลสหรัฐฯ สมัยการปกครองของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยออกกฎหมายห้ามซื้อขายอุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งปืนที่เรียกว่า “bump stocks” ซึ่งจะทำให้ปืนกึ่งอัตโนมัติยิงได้เหมือนปืนกล 2561 หลังจากในเดือนตุลาคม 1 ปีก่อนหน้านั้น คนร้ายใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในการกราดยิงผู้คนที่ลาสเวกัส จนเสียชีวิตถึง 59 ศพ

ต่อมาในปี 2562 เหตุกราดยิงต่อเนื่องที่เมืองเอล ปาโซ และเมืองเดย์ตัน จนมีผู้เสียชีวิตราว 32 ศพในเดือนสิงหาคม ทำให้รัฐบาลทรัมป์ผลักดันกฎหมายขยายขอบเขตการตรวจสอบภูมิหลังเพิ่มขึ้นอีก แต่กลับไปตรงกับช่วงที่เหล่า ส.ส.กำลังเดินหน้าถอดถอนนายทรัมป์ออกจากตำแหน่งพอดี ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้รับความสนใจ

ขณะที่นับตั้งแต่นายไบเดนขึ้นเป็นประธานาธิบดี 2564 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายขยายการตรวจสอบภูมิหลังสำหรับการซื้อปืน 2 ฉบับ เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายในการซื้อขายกันส่วนตัวหรือทางออนไลน์ แต่ไม่ผ่านการโหวตในชั้นวุฒิสภาทั้งคู่

วัฒนธรรมการครอบครองปืนของอเมริกัน

สหรัฐฯ เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่มีสิทธิการครอบครองเป็นบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ (อีก 2 ประเทศคือ เม็กซิโกกับกัวเตมาลา) โดยสิทธิที่ผู้คนสามารถครอบครองและพกพาอาวุธปืนได้นั้น ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ซึ่งออกตั้งแต่ปี 2319 เพื่ออนุญาตให้รัฐต่างๆ จัดตั้งหน่วยติดอาวุธเพื่อป้องกันตนเองจากการกดขี่ของรัฐบาลกลางได้

ในปี 2551 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ยังคุ้มครองสิทธิ์ในการครอบครองปืนของบุคคลด้วย

นอกจากเรื่องของกฎหมาย ปืนยังถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกัน มันเป็นองค์ประกอบสำคัญของทหารในการทำสงครามปฏิรูปและเป็นอาวุธประจำกายของเหล่าคาวบอย ที่เคยควบม้าตะบึงไปในทะเลทรายทางตะวันตกของประเทศ

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย ‘พิว’ (Pew Research Center) เมื่อปี 2560 ชี้ว่า มีชาวอเมริกันราว 30% เท่านั้นที่ครอบครองอาวุธปืน แต่ส่วนใหญ่มีปืนมากกว่า 1 กระบอก และเกือบ 10% ที่มีปืนอย่างน้อย 5 กระบอก ซึ่งชาวอเมริกันที่มีปืนถึง 74% คิดว่าการครอบครองปืนทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีเสรีภาพ และ 73% นึกภาพที่ตัวเองไม่มีปืนไม่ได้เลย แม้แต่ชาวอเมริกันที่ไม่มีปืน ก็มีถึง 35% ที่คิดเช่นเดียวกันว่าการมีปืนทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีเสรีภาพ

ถกเถียงไม่จบสิ้น เรื่องควบคุมปืน

เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สหรัฐฯ เป็นชาติพัฒนาแล้วที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนมากที่สุดลำดับต้นๆ ของโลก ในปี 2563 มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับปืนสูงถึง 45,222 ศพ โดย 24,292 รายเป็นการจบชีวิตตัวเอง ขณะที่ 19,384 รายเป็นการฆาตกรรม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ครอบครองปืนมองว่า การควบคุมอาวุธปืนนั้น เป็นการทำลายวิถีชีวิตของพวกเขา โดยสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ เชื่อว่า กฎหมายควบคุมอาวุธปืนนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะผู้ที่จะก่ออาชญากรรมจริงๆ ก็แค่หลบเลี่ยงการตรวจสอบ เหตุกราดยิงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเป็นต้องมีข้อบังคับใหม่ๆ และการติดอาวุธผู้คน รวมถึงครู เป็นเรื่องดีกว่า เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถปกป้องตนเองและคนอื่นๆ

สมาชิกสภาหลายคนที่กลุ่ม NRA สนับสนุน ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หลังจากสภาคองเกรสปล่อยให้การแบนอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติหมดอายุในปี 2547 จำนวนเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ก็ลดลง

แต่ฝ่ายสนับสนุนการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งมีนายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตผู้ว่าการนครนิวยอร์ก ระบุว่า การลดลงที่ว่า เกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่น โดยเฉพาะการดูแลความสงบเรียบร้อยที่พัฒนาขึ้น พวกเขายังยกตัวอย่างกฎหมายจำกัดอาวุธปืนของออสเตรเลีย ที่ออกหลังเกิดเหตุกราดยิงในปี 2539 จนมีผู้เสียชีวิต 35 ศพ แต่หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุยิงกันใหญ่ๆ อีกเลย





ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : Globalnews, CNA, BBC

คุณกำลังดู: 10 ปีจาก “แซนดี ฮุก” ถึง “ร็อบบ์” กฎหมายคุมปืนของสหรัฐฯ แทบไม่เปลี่ยนแปลง

หมวดหมู่: ต่างประเทศ

แหล่งที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/2403366

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด